คำพิพากษาของมหาสมุทร
มหกรรมฉายหนังทั้งชีวิต (8ปีเต็ม) ของ ธัญสก พันสิทธิวรกุล และ ภาณุ อารี (18-20 เมษายน 2551)
โดย พัลลภ ฮอหรินทร์
21/04/2551
โพสต์ครั้งแรกใน เว็บบอร์ดไบโอสโคป
ผู้เขียนได้ดูหนังสั้นของธัญสกเรื่อง Private Life*** (2000) เป็นเรื่องแรกเมื่อหลายปีก่อน
และเป็นหนังสั้นที่ชอบที่สุดของปีนั้น (คู่กับหนังสลับสีของตั้ม พัฒนะ)
ชอบเพราะเป็นหนังทดลองที่มีโครงสร้างสมบูรณ์มาก ไม่ได้แต่จะทดลองท่าเดียว
มาในงานนี้ ก็ยังได้ดูไม่ครบทุกเรื่อง จึงจะขอพูดถึงเฉพาะงานที่น่าสนใจ
หัวใจต้องสาป (Voodoo Girls***, 2002) เป็นสารคดีที่ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์
นั่นคือการติดตามตัวละครกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของผู้กำกับไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง
เมื่อถึงตอนจบ เราจะได้พบว่าตัวละครเหล่านั้นได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วจากตอนต้นเรื่องในทางใดทางหนึ่ง
ธัญสกสามารถทำให้คนดูรู้สึกร่วมไปด้วยได้อย่างสวยงาม
และทิ้งช่องว่างเอาไว้ในใจคนดูในตอนจบ
ตรงกันข้าม สวรรค์สุดเอื้อม (Happy Berry**, 2004) ล้มเหลวอย่างมากในฐานะหนังสารคดีเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้
เพราะผลลัพท์ที่ได้ กลับเป็นเพียงเส้นทางในการ 'ล่าฝัน' ของคนกลุ่มที่ไม่น่าสนใจอย่างยิ่ง
การที่เราเริ่มเกิดความรำคาญกับคนกลุ่มนี้ สะท้อนถึงความล้มเหลวในการเจาะเข้าไปในชีวิตของพวกเขา
เพราะถ้าธัญสกทำได้ดีกว่านี้ เราคงจะไม่รู้สึกว่าชีวิตคนพวกนี้ช่างน่าเบื่อและไร้จุดหมายอย่างยิ่ง
รวมทั้งไม่มีพัฒนาการใดๆในตอนจบ
Happy Berry ยังถูกซ้ำเติมให้เสียศูนย์ไปอีกด้วยเรื่องของ 'ผู้ชายคนนั้น' ซึ่งน่าสนใจกว่ากลุ่มตัวละครหลักซะอีก
Happy Berry จึงประสบความสำเร็จในฐานะหนังแฉชีวิตดารามากกว่าสารคดีตีแผ่ชีวิต

แต่อย่างไรก็ดีสารคดีสองชิ้นนี้ตอกย้ำธัญสกในฐานะคนทำหนังเกี่ยวกับกลุ่มคน unisex ได้อย่างมีชีวิตชีวาที่สุดของไทย
ขณะที่เขาเลือกเสนอวิถีชีวิตแบบ heterosexual ว่าเป็นเรื่อง cliche ในหนังเรื่อง ภาพติดตา (Blinded Spot*)
เขากลับ fantasize วิถีชีวิตแบบ homosexual ให้เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติใน มัชฌิมโลก (Middle-Earth**)
ซึ่งเป็นหนังที่โดดที่สุดของธัญสก เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากอภิชาติพงศ์มาเต็มๆ
แม้จะต้องการทำเพื่อวิพากษ์การเซ็นเซอร์แสงศตวรรษก็ตาม
(หนึ่งในนักแสดงที่เปลือยกายอยู่ในหนัง เป็นนักแสดงจากแสงศตวรรษ
ธัญสกกล่าวว่าเขาใช้เงินที่ได้จากรางวัลศิลปาธร อันเป็นรางวัลของกระทรวงวัฒนธรรม
จ่ายเป็นค่าจ้างให้นักแสดงมาแก้ผ้าในหนังเรื่องนี้
)
ในวันที่ฝนตกลงมาเป็นคูสคูส (Vous Vous Soviens De Moi?***) นั้น
ประสบความสำเร็จอย่างดีในการผสานเรื่องสั้นของโตมร เข้ากับเรื่องส่วนตัวของผู้กำกับ
จนทำให้เราเกิดประสบการณ์ร่วมไปด้วย
ส่วน ปลายทาง (You Are Where I Belong To***) เป็นหนังสั้นที่ไม่มีเนื้อเรื่องใดๆ แต่แสดงความเก๋าของผู้กำกับได้ดี
ขณะเดียวกันหนังเรื่องนี้ก็ทำให้ผู้เขียนเกิดความรู้สึกว่า ธัญสกกำลังหมดมุกและหมกมุ่นมากเกินไปในเรื่องเดิมๆ
เราเริ่มรู้สึกล้าที่จะรอดูเรื่องของ "ผู้ชายคนต่อไปของธัญสก"

ความรู้สึกนี้ถูกตอกย้ำอีกครั้งโดยธัญสกเองในหนังเรื่องล่าสุดอย่าง ชุ่ม (Soak*, 2008)
ซึ่งเป็นเรื่องที่ธัญสกตามถ่ายผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังว่ายน้ำในทะเลเป็นเวลายาวนาน
ก่อนที่เมื่อขึ้นจากน้ำแล้วทั้งสองก็ขี่มอเตอร์ไซด์ออกไป เพื่อจะพบว่าตัวเองหลงทาง
พวกเขาใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะหาทางกลับเข้าเมืองได้
หนังเรื่องนี้สำหรับผู้เขียนแล้ว กำลังสะท้อนการทำหนังทั้งชีวิต (ตามชื่อเทศกาล) ของธัญสก
นั่นคือการหมกมุ่นกับการตามไขว่คว้าวัตถุทางเพศของตัวผู้กำกับ เหมือนที่กล้องตามถ่ายชายคนนั้นขึ้นและลงน้ำ
จนเปียกชุ่มทั้งคนทั้งกล้องและทั้งผู้กำกับ ธัญสกทำหนังที่ต้องจมอยู่ในมหาสมุทรของความใคร่มาอย่างยาวนาน
และเมื่อมันเป็นน้ำทะเล ยิ่งเราดื่มมันเข้าไปเรากลับยิ่งจะกระหายมากขึ้นเท่านั้น
มันน่าจะถึงเวลาแล้วที่ธัญสกจะลุกขึ้นเดินขึ้นสู่ฝั่ง แล้วกวาดตามองรอบๆตัวเสียบ้าง
ความสกปรก ความห่าม หยาบคายของความใคร่ไม่ใช่เรื่องผิด
ยิ่งความงาม ความมีชีวิตชีวา ความตื่นเต้นเร้าใจของความใคร่ ยิ่งเป็นเรื่องน่าค้นหา
แต่หนังของธัญสกนั้น ความใคร่ยังคงเป็นเพียงแค่ความใคร่ ไม่อาจก้าวเข้าไปสู่พรมแดนอื่นได้
ลองดูตัวอย่างของ โอชิม่า, พาโซลินี่, แบร์โตลุกชี่, หรือ Breillat
ที่สามารถพาเรื่องเพศไปสู่การเมือง สงคราม เป้าหมายของชีวิต เฟมินิสต์ หรือความตาย
น่าดีใจที่ธัญสกได้กล่าวว่างานชิ้นต่อไปของเขาจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากงานเหล่านี้
ธัญสกอาจจะใช้เวลามาเกินพอแล้วในการควานหาสัตว์ประหลาดใต้น้ำ
ยังมีสัตว์ประหลาดอีกมากให้ค้นหาบนผืนแผ่นดินใหญ่
ขึ้นจากน้ำได้แล้วปุ่น!
อ่านต่อที่นี่ >>>
|