![]() ![]() |
||
เราทุกคนต่างมีแสงสว่างในตัวเอง
โดย พัลลภ ฮอหรินทร์ 18/11/2550
แสงศตวรรษเป็นหนังเรื่องที่สามต่อจาก สุดเสน่หา และสัตว์ประหลาด! ที่อภิชาติพงศ์ใช้โครงสร้างของหนังที่แบ่งออกเป็นสองภาค โดยในสองเรื่องก่อนนั้น ประกอบด้วยส่วนที่เป็นชนบท กับส่วนที่เดินเรื่องในป่า ขณะที่แสงศตวรรษถูกแบ่งออกเป็นชนบทและเมือง โดยทั้งสองภาคนี้ต่างก็ใช้นักแสดงกลุ่มเดียวกัน และบทพูดบางส่วนที่เหมือนกัน (วิธีการนี้ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง Flirt ของ Hal Hartley) ถ้าตีความตามสิ่งที่ปรากฏในหนัง เราจะพบว่า ชนบทของอภิชาติพงศ์นั้น เป็นตัวแทนของแม่ เพศหญิง ป่าไม้ พระพุทธรูป ความรักและการรอคอย เป็นที่ที่มีแต่คนขี้อายอาศัยอยู่ร่วมกับสภาวะเหนือธรรมชาติบางอย่าง ที่อ้างอิงอีกทีจากคำบอกเล่า นอกจากนี้ยังมีอิสรภาพพอที่จะเกิดความสัมพันธ์แบบโฮโมเซ็กชวลได้ ส่วนเมืองก็เป็นตัวแทนของพ่อ เพศชาย เทคโนโลยี ประติมากรรมที่ไร้ชีวิตของบุคคลสำคัญ เป็นที่อาศัยของผู้คนที่เคร่งเครียด พิการ ทำทุกอย่างตามหน้าที่ อยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรต่างๆ แต่ก็ยังทนทุกข์ทรมานโดยไม่รู้ตัว เป็นโลกของเซ็กซ์และความสัมพันธ์แบบชายหญิง ในภาคนี้เองที่อภิชาติพงศ์เลือกตัดต่อภาพอื้อฉาวของอวัยวะเพศชาย (ในกางเกง) ต่อเนื่องด้วยประติมากรรมของพระบรมราชชนกและสมเด็จย่าซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐและสถาบัน เพื่อสะท้อนถึงความคล้ายกันของทั้งสองสิ่ง นั่นคือมีลักษณะเหมือนลึงค์ (phallic) แข็ง กระด้าง และต้องการการเคารพเชิดชูจากผู้ที่อ่อนแอกว่า เป็นความสัมพันธ์ในแนวตั้งที่ตรงข้ามกับความสัมพันธ์ในแนวนอนในชนบท ทั้งเรื่องงานและความรัก อย่างไรก็ดี ผมเห็นว่าภาวะที่อภิชาติพงศ์ ‘เลือก’ ที่จะนำเสนอนั้นตื้นเกินไป เป็นภาพแบนๆที่เรารู้จักกันดี ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้เป็นอย่างนี้เสมอไป ในตอนจบของหนัง อภิชาติพงศ์จงใจใช้ภาพการออกกำลังกายแบบปัจเจกในเมืองเปรียบเทียบกับการเล่นกีฬาร่วมกัน เช่นบาสเกตบอล วอลเล่ย์บอล รวมถึงภาพตลาดกลางคืนในชนบท (แปลว่าเขาเลือกที่จะไม่แสดงภาพตรงข้ามกัน ซึ่งมีอยู่ทั่วไป อันเป็นความหลากหลายของสังคมหลังสมัยใหม่) ส่วนที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ คือตัวละครเด็กหนุ่มที่ชื่ออ๊อฟ ซึ่งจากคำบอกเล่าในหนัง เราสรุปได้ว่า เขาเคยทำงานอยู่ในโรงงานรถยนต์ และได้รับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เกินขนาด จนเป็นพิษต่อร่างกาย ทำให้เซลล์สมองบางส่วนเสียหาย เขาเป็นตัวแทนของ syndrome ของยุคอุตสาหกรรม ที่เฝ้าจินตนาการว่าครั้งหนึ่งเคยเกิดเป็นคนขายกล้วยไม้ในชนบท มีความรักกับหมอสาว ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม เมื่อครั้งที่เราทุกคนต่างมีแสงสว่างในตัวเอง... ปัญหาใหญ่ของอภิชาติพงศ์ ที่เราพบได้ในหนังแทบทุกเรื่องของเขา คือท่าทีของนักแสดงในภาคชนบท ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่าตัวละครเหล่านี้ช่างขี้อาย มีท่าทางประดักประเดิด และไร้ความสัมพันธ์แบบสนิทสนมแนบแน่นกับผู้อื่น มีความเป็นปัจเจกสูง ซึ่งเหล่านี้เป็นบุคลิกแบบ stereotype ของคนเมืองแท้ๆ อภิชาติพงศ์แก้ปัญหานี้โดยใส่สถานการณ์ตลกๆเข้ามา แต่มันก็ยังไม่พอที่จะกลบความไม่สมจริงนี้ได้ จริงๆแล้วชนบทของอภิชาติพงศ์จึงเป็นเสมือน ‘พื้นที่ทดลอง’ ที่เขาสร้างขึ้น แล้วจับเอาคนเมืองใส่เข้าไปอาศัยอยู่ข้างใน เพื่อรอดูพฤติกรรมที่เคอะเขินน่าอึดอัดที่แสดงออกมาโดยความเคยชิน กระนั้นเขาก็ยังทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าและล้มเหลวทั้งสามครั้ง แต่ก็เอาตัวรอดไปได้ในสัตว์ประหลาด เพราะในภาคที่สองของหนังนั้นมีสถานะเป็น myth ที่เข้ามาขยายภาคแรก และกลายเป็นหัวใจที่ขาดหายไปในหนังเรื่องอื่นๆ แม้จะพยายามให้ตัวละครในชนบทของแสงศตวรรษพูดถึง myth มากมายหลายเรื่อง แต่กลับกลายเป็นการยัดเยียดที่ไม่กลมกลืนและไม่จำเป็นกับตัวหนัง ความสามารถที่แท้จริงของอภิชาติพงศ์จึงเป็นการจับภาพภูมิทัศน์ของชนบทได้งดงามอย่างน่าทึ่ง และแสดงมันออกมาได้อย่างเหนือธรรมชาติ ในแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน รวมถึงการเชื่อมต่อกันของเรื่องสองส่วน ที่ขยายจินตนาการของคนดูไปได้ไม่รู้จบ
โลกสองด้านของกระจกเงา : ไตรภาคของอภิชาติพงศ์ ในสุดเสน่หานั้น ครึ่งแรกของหนังเป็นสภาพชีวิตปกติของสาวโรงงานกับหนุ่มพม่า ส่วนครึ่งหลังที่เกิดในป่านั้น ถูกขั้นด้วยเครดิตเปิดเรื่อง ดังนั้นครึ่งหลังของหนังจึงอยู่ในฐานะของภาพยนตร์ ที่สะท้อนตอบต่อความเป็นจริงในครึ่งแรก เป็นจินตนาการที่ไม่อาจเติมเต็มในชีวิตจริง นอกจากจะปลดปล่อยมันบนแผ่นฟิล์ม ผมได้ดูหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของอภิชาติพงศ์ เมื่อดูไปได้ครึ่งเรื่อง ผมก็เริ่มตีความเอาเองว่าเป็นหนังเกี่ยวกับชะตากรรมของแรงงานเถื่อนที่ถูกกระทำโดยรัฐไทย (เช่น โรงพยาบาล) แต่พอเข้าครึ่งหลังผมกลับเริ่มสับสน เพราะอภิชาติพงศ์ไม่มีท่าทีที่จะเดินเรื่องต่อจากนั้น และเมื่อถึงตอนจบ ผมก็รู้สึกเหมือนคนเดินป่าที่อยู่ๆก็ถูกไกด์ทิ้งไปเสียเฉยๆ โดยไม่ตอบคำถามใดๆ ส่วนสัตว์ประหลาด! นั้นใช้โครงสร้างคล้ายๆกัน แต่ magical มากกว่า โดยครึ่งหลังของหนังนั้นเป็นมากกว่าภาพยนตร์ แต่อภิชาติพงศ์ขุดลึกเข้าไปถึงข้างในจิตใจของชายหนุ่มสองคนในครึ่งแรก (และของผู้กำกับ) และสะท้อนมันออกมาแบบเหนือธรรมชาติ ขณะที่แสงศตวรรษนั้นใช้โครงสร้างกลับกัน คือครึ่งหลังเป็นชีวิตในกรุงเทพ ที่ตัวละครนั้นใฝ่ฝันถึงชนบทในครึ่งแรก อันเป็นชนบทแบบไร้เดียงสา ที่หลงเหลืออยู่แต่ในความทรงจำ เป็นอดีตที่ตายไปแล้ว และถูกจินตนาการขึ้นใหม่อย่างประดักประเดิด เมื่อหนังคือส่วนหนึ่งของความปรารถนาของผู้กำกับ (แบบ auteur) หนังของอภิชาติพงศ์จึงสะท้อนความปรารถนาถึงชนบทซึ่งไม่มีอยู่จริง เป็นภาพ cliché ที่ดำรงอยู่ได้แต่ในหนังของ เชิด ทรงศรี (ซึ่งผมว่าเขาจับหัวใจของชนบทหรือก็คืออดีต ได้ดีกว่าอภิชาติพงศ์) เป็น syndrome ของยุคสมัย เป็นความขาดของคนชั้นกลาง ที่ถ้าใช้คำพูดของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ก็คงเป็นเพราะเราทุกคนต่างเป็นคนชั้นกลางที่ไร้รากพอๆกัน...
ปล. ผมว่ากองเซนเซอร์นั้นมีวิจารณญาณมากกว่าที่เราคิดนะครับ เพราะเขาคงคิดแล้วว่า แสงศตวรรษนั้นเข้าข่ายหนังหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่เขาก็เลือกใช้เหตุผลปัญญาอ่อนเหล่านั้นมาอ้างแทน เพื่อที่จะไม่ทำให้มันบานปลายเกินไป ด้วยเข้าใจถึงสถานะของอภิชาติพงศ์ในระดับโลกดี นอกจากนี้หากทำตามนั้นจริง อภิชาติพงศ์คงต้องพบกับวิบากกรรมหนักกว่านี้หลายเท่า น่าแปลก ที่ผมเริ่มเห็นส่วนดีของพวกเขาแล้วสิ โดยเฉพาะเห็นใจพวกเขาในฐานะเพื่อนมนุษย์ ปล.2 ผมมีปัญหากับรสนิยมการใช้เพลงประกอบของอภิชาติพงศ์อย่างแรง ปล.3 มองโลกในแง่ร้าย กองเซนเซอร์อาจเห็นว่าเข้าข่าย แต่เนื่องจากต้องใช้การตีความ ซึ่งทำให้ไม่สามารถจัดการโดยตรงได้ เพราะอาจถูกฟ้องกลับ เขาจึงใช้เหตุผลอื่นเพื่อระงับ อันน่าจะตอบคำถามเราได้ว่าทำไมเซนเซอร์จึงยังต้องอายัดฟิล์มเอาไว้ แม้อภิชาติพงศ์จะตัดสินใจไม่ฉายแล้วก็ตาม
|
||