วิบากกรรมของไพสิฐ คืนวันหนึ่งที่ถนนตะแลงแกง ของไพสิฐ พันธุ์พฤกษชาติ โดย พัลลภ ฮอหรินทร์ 22/01/2552
คืนวันหนึ่งที่ถนนตะแลงแกง (2551) เปิดเรื่องได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยภาพสังคมไทยในปัจจุบัน ที่ตัดกันอย่างรุนแรง กับเสียงเล่าถึงเรื่องราวการแย่งชิงบัลลังค์ในสมัยอยุธยา - ศรัณยู วงศ์กระจ่าง ให้เสียงบรรยายได้บรรยากาศอย่างยิ่ง เมื่อเสียงเล่าเริ่มเข้าสู่เรื่องราว ไพสิฐก็เปลี่ยนภาพบนจอไปสู่ภาพที่เน้นบรรยากาศ เช่นภาพวัดเก่า ป่าไม้หรือหนองน้ำ แต่เมื่อเรื่องเดินไปได้ระยะหนึ่ง ผู้เขียนก็พบปัญหาใหญ่ของหนังเรื่องนี้... ไพสิฐทำหนังอิสระมาอย่างยาวนาน งานส่วนใหญ่ของเขามักมีลักษณะเฉพาะ โดยเฉพาะการมีเนื้อเรื่องเพียงบางเบา แต่ให้เวลากับการแสดงรายละเอียดอื่นๆมากกว่า ซึ่งถ้าคนดูสามารถจับทางหนังเขาได้ ก็อาจรื่นรมย์และเพลิดเพลิน กับสีสันของชีวิตตัวละครของเขาได้โดยไม่รู้สึกเบื่อ จอมโหดมนุษย์ซีอิ้ว (2543) เป็นตัวอย่างเด่นของลักษณะเฉพาะนี้ของไพสิฐ นอกจากความบางเบาของเรื่องเล่าแล้ว คนดูยังถูกกระตุ้นอยู่ตลอดเวลาด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า ส่วนไหนบ้างในหนังที่ 'จริง' ส่วนไหนที่ 'เล่น' (กันจริงๆ) ความไร้ 'โครงสร้าง' (structure) ของหนังนี่เอง ที่ทำให้เรารื่นรมย์กับความอิสระของมัน และไอ้ 'โครงสร้าง' นี่แหละที่กลายมาเป็นปัญหาของ คืนวันหนึ่งที่ถนนตะแลงแกง เพราะหนังเรื่องนี้มีโครงสร้างหลักที่แข็งแรงและ 'ปิด' นั่นคือเสียงเล่าจากเรื่องสั้นที่จะดำเนินไปจนจบอย่างไม่บิดพลิ้ว ไพสิฐเปิดเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการใช้ภาพแสดงโลกปัจจุบัน และใช้เสียงอันลึกลับของศรัณยู กระชากคนดูกลับไปสู่อดีตอันเปี่ยมด้วยมนต์ขลัง แต่เมื่อเล่าเรื่องไปได้พักหนึ่ง หนังเรื่องนี้กลับเริ่ม 'สับสน' ด้วยการตัดสลับกันไปมา ระหว่างภาพปัจจุบันกับภาพบรรยากาศ (ที่ตั้งใจให้เป็น)อดีต โดยไร้จุดมุ่งหมาย ความสับสนของโครงสร้างนี้ ทำให้หนังสูญเสียการสร้างความหมาย ระหว่างภาพกับเสียงไปในทันที เหลือเป็นเพียงแค่การละเล่นของผู้กำกับเท่านั้น...
ถ้าเราลองลากเส้น จากจุดเริ่มต้นที่ ดอกฟ้าในมือมาร ข้างหนึ่งเราจะเห็นอภิชาติพงศ์ เดินหน้าทำหนังที่มีโครงสร้างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะเป็นเรขาคณิตในปัจจุบัน อีกด้านหนึ่งไพสิฐทิ้งวิธีการเล่าเรื่องต่างๆ แล้วเดินหน้า 'ทดลอง' การเล่นระหว่างความจริงกับเรื่องแต่ง และเพราะไพสิฐไม่มีความอหังการ์แบบศิลปิน งานของไพสิฐจึงเรียบง่ายและอ่อนน้อมถ่อมตนต่อธรรมชาติและมนุษย์ หนังของไพสิฐไม่เคยตัดสินชะตาชีวิตใดๆของตัวละคร หรือพูดให้ถูกคือไพสิฐไม่อาจตัดสินชีวิตของนักแสดงได้ นอกจากปล่อยไปตามยถากรรม เราอาจพูดประโยคข้างบนได้อีกอย่างหนึ่ง จากอีกมุมหนึ่งว่า เพราะไพสิฐ 'ขาด' อหังการ์ของศิลปินนี่เอง จึงทำให้งานของเขา 'ขาด' เนื้อหา (substance) ที่จะแสดงความเห็นของผู้กำกับออกไปสู่คนดู โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับอภิชาติพงศ์แล้ว (ไพสิฐคงไม่ชอบใจ) งานของอภิชาติพงศ์นั้นสามารถลดทอนรายละเอียดมากมาย ของวัฒนธรรมลง จนเหลือเพียงสิ่งที่แสดงได้ด้วยภาพ และสามารถสร้าง ดัดแปลง และลดทอนเรื่องราวเหล่านั้นลง จนเป็นสากล และเข้าใจได้ทั่วโลก ไพสิฐยังติดกับรากของตัวเองมากเกินไป จนไม่อาจสลัดบางอย่างออกไปได้ และยังดึงดันที่จะไม่ 'แสดง' อะไรออกมา งานของไพสิฐจึงยังเป็นงาน 'พื้นถิ่น' (local) ที่ 'เข้าใจ' ได้แต่คนในวัฒนธรรมนั้น (บางคน) เท่านั้น ...และเมื่อไพสิฐพยายามจะเล่นกับโครงสร้างหนังเป็นครั้งแรก ในคืนวันหนึ่งที่ถนนตะแลงแกง เขาก็ล้มเหลว ... อย่างไรก็ดี เขาประสบความสำเร็จอย่างดี ในการคืนมนต์ขลังให้แก่เสียงเล่าของอดีต ด้วยความช่วยเหลือของศรัณยู - อันเป็นอดีตที่อบอวลไปด้วยรากเหง้า ที่หายไปจากเสียงเล่าในหนังของอภิชาติพงศ์
|
||